
.
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายชรัตน์ เนรัญชร สส.จันทบุรี กรณีปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐทับซ้อนพื้นที่เทศบาลตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเดิมเป็นชุมชนเมืองที่มีประชาชนอยู่อาศัยมายาวนาน มีบ้านเรือน ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล ธนาคาร สถานที่ราชการ และระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน แต่พื้นที่บางส่วนกลับถูกกำหนดให้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
.
จากการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) มาตราส่วน 1:4,000 พบว่าพื้นที่บางส่วนของเขตเทศบาลยังคงทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน ส่งผลกระทบต่อการออกเอกสารสิทธิ การซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์ การจำนอง การขอสินเชื่อ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ ที่ผ่านมาเทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้ ส.ป.ก. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) พิจารณาปรับปรุงแนวเขต โดยกันพื้นที่ชุมชนออกจากเขตปฏิรูปที่ดิน
แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านภารกิจจากคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ (คจท.) มาสู่ สคทช. ทำให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่อง และปัญหายังคงค้างอยู่จนถึงปัจจุบัน
.
ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เทศบาลตำบลโป่งน้ำร้อน คณะกรรมาธิการเห็นควรให้ สคทช. ร่วมกับ ส.ป.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐตามแผนที่ One Map ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกันพื้นที่ชุมชนและเขตเทศบาลที่ได้เปลี่ยนสภาพเป็นชุมชนเมืองแล้วออกจากเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้นำมติและผลการดำเนินงานเดิมในสมัยคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ (คจท.) มาสานต่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อมิให้การเปลี่ยนผ่านภารกิจมาสู่ สคทช. ทำให้เรื่องค้างและกระทบสิทธิของประชาชน
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถออกเอกสารสิทธิ ซื้อขาย โอนกรรมสิทธิ์ จำนอง และขอสินเชื่อได้ตามปกติ ตลอดจนเปิดทางให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่
.
ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ กล่าวอีกว่า กรณีเทศบาลตำบลโป่งน้ำร้อนเป็นตัวอย่างของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ จากการเปลี่ยนผ่านระบบการบริหารจัดการที่ดินของรัฐและการจัดทำ One Map คณะกรรมาธิการจึงมีมติเพิ่มเติมในระดับประเทศ ดังนี้
1. ให้ สคทช. สำรวจพื้นที่ทั่วประเทศที่มีปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่ดินของรัฐ หรือมีเรื่องค้างจากการเปลี่ยนผ่านภารกิจจากหน่วยงานเดิมมาสู่ สคทช.
2. ให้จัดทำฐานข้อมูลกลางของพื้นที่ปัญหา พร้อมจัดลำดับความเร่งด่วนในการแก้ไข
3. ให้กำหนดกรอบระยะเวลาและแผนปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน
4. ให้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการเป็นระยะ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
.
นางสาวกุลวลี เน้นย้ำว่า กรณีนี้ไม่ควรมองเป็นเพียงปัญหาของจังหวัดจันทบุรี แต่ควรใช้เป็น “กรณีต้นแบบ ในการทบทวนระบบการบริหารจัดการที่ดินของรัฐภายใต้ One Map ทั่วประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ไม่ทำให้ประชาชนเสียสิทธิ และเพื่อให้การบูรณาการข้อมูลที่ดินของรัฐบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแท้จริง
///////////


